โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของ AI อย่างชัดเจน จากเดิมที่องค์กรใช้ Generative AI เพื่อช่วยสร้างเนื้อหา ตอบคำถาม หรือสนับสนุนการทำงานบางส่วน กำลังขยับไปสู่ Agentic AI ซึ่งเป็นระบบที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น สามารถแนะนำ ตัดสินใจ เรียกใช้เครื่องมือ และเชื่อมต่อกับระบบอื่นเพื่อ “ลงมือทำ” ได้จริง ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ประเด็น AI Trust และ Responsible AI (RAI) ไม่ใช่เรื่องเสริมหรือเรื่องภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการสร้างมูลค่าจาก AI และการควบคุมความเสี่ยงขององค์กรในระยะยาว
ผลสำรวจของ McKinsey จากองค์กรประมาณ 500 แห่งทั่วโลกในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 พบว่า ระดับความพร้อมด้าน Responsible AI โดยรวมดีขึ้น โดยคะแนน maturity เฉลี่ยเพิ่มจาก 2.0 เป็น 2.3 อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้านี้ยังไม่สมดุล เพราะมิติที่ยังล้าหลังชัดเจนคือ strategy, governance และ agentic AI governance and controls ซึ่งมีเพียงราว 30% ขององค์กรเท่านั้นที่ไปถึงระดับ maturity 3 ขึ้นไป สะท้อนว่า แม้องค์กรจำนวนมากกำลังพัฒนาเทคโนโลยีและการจัดการความเสี่ยงเชิงเทคนิคได้ดีขึ้น แต่โครงสร้างการกำกับดูแลและการจัดวางบทบาทความรับผิดชอบยังตามไม่ทันความเร็วของการนำ AI ไปใช้จริง
อีกประเด็นสำคัญคือ รายงานยืนยันว่า การลงทุนด้าน Responsible AI ไม่ได้เป็นต้นทุนที่ถ่วงนวัตกรรม แต่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง องค์กรที่ลงทุนด้าน RAI ในระดับสูงมีแนวโน้มจะมี maturity สูงกว่า และมีโอกาสเห็นผลกระทบเชิงบวกต่อ EBIT เกิน 5% มากกว่าองค์กรที่ลงทุนน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นี่ทำให้ AI Trust ควรถูกมองเป็น “ตัวเร่งมูลค่าทางธุรกิจ” มากกว่าจะมองเป็นเพียงงานด้าน compliance หรือ risk control
ในด้านความเสี่ยง รายงานสะท้อนภาพที่น่ากังวลสำหรับยุค Agentic AI โดยเฉพาะ security and risk concerns ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งต่อการขยาย AI ที่มีความเป็นอิสระสูง รองลงมาคือความเสี่ยงจาก inaccuracy และ cybersecurity ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงหลักแม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปมากแล้ว นอกจากนี้ รายงานยังพบช่องว่างสำคัญระหว่าง “การตระหนักรู้ความเสี่ยง” กับ “การลงมือควบคุมความเสี่ยงจริง” โดยเฉพาะในเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา และ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่า หลายองค์กรรู้ว่าความเสี่ยงมีอยู่ แต่ยังไม่มี control, process และ tooling ที่เพียงพอในการจัดการ
รายงานยังระบุด้วยว่า แม้สัดส่วนองค์กรที่รายงานว่าเคยเกิด AI incident จะคงที่อยู่ที่ประมาณ 8% แต่ความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการตอบสนองต่อเหตุการณ์กลับลดลง โดยเกือบ 60% ของผู้ที่เคยเผชิญเหตุเห็นว่าการตอบสนองขององค์กรอยู่ในระดับเพียงพอหรือต่ำกว่าที่ควรจะเป็น สะท้อนว่า ความซับซ้อนของระบบ AI ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ agentic AI กำลังเติบโตเร็วกว่าความพร้อมขององค์กรในการรับมือเหตุการณ์จริง
ในด้านการบริหารจัดการภายใน รายงานพบว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการนำ Responsible AI ไปใช้ไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณ แต่คือ ช่องว่างด้านความรู้และการฝึกอบรม โดยเกือบ 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าปัญหาหลักคือทีมงานยังขาดความเข้าใจและทักษะที่จำเป็น ขณะเดียวกัน องค์กรที่กำหนด ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน สำหรับ Responsible AI เช่น มีหน่วยงานหรือบทบาทเฉพาะด้าน AI governance, audit หรือ ethics จะมี maturity สูงกว่าอย่างชัดเจน โดยมีคะแนนเฉลี่ย 2.6 เทียบกับ 1.8 ในองค์กรที่ยังไม่มีเจ้าภาพชัดเจน ข้อนี้สะท้อนว่า “ownership” ไม่ใช่รายละเอียดเชิงโครงสร้างเล็กน้อย แต่เป็นตัวแปรเชิงยุทธศาสตร์ของความพร้อมด้าน AI Trust
หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของรายงานคือ องค์กรเริ่มมอง AI Trust เป็น business enabler มากกว่า compliance exercise มากขึ้น กล่าวคือ AI Trust ไม่ได้มีไว้เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษหรือทำตามข้อกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้องค์กรสามารถขยายการใช้ AI ได้เร็วขึ้น มั่นคงขึ้น และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และตลาดมากขึ้น องค์กรที่สร้าง trust ได้จึงไม่เพียงลดความเสี่ยง แต่ยังเพิ่มความเร็วในการ scale AI ไปพร้อมกัน
สาระสำคัญของรายงานนี้คือ ในยุค Agentic AI ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ “AI พูดผิด” แต่ขยับไปสู่ “AI ลงมือทำผิด” และยิ่ง AI ถูกฝังใน workflow สำคัญมากขึ้นเท่าไร ต้นทุนของ governance gap ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น องค์กรที่ยังไม่มีโครงสร้างกำกับดูแลที่ชัดเจน ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบ ไม่มีระบบติดตามควบคุม และยังมอง AI Trust เป็นเพียงเรื่อง compliance มีแนวโน้มจะเจอทั้งการขยายตัวที่ช้าลง incident ที่รุนแรงขึ้น และความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ลดลง ในทางกลับกัน องค์กรที่มอง AI Trust เป็นขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ จะมีโอกาสสร้างมูลค่าและขยาย AI ได้เต็มศักยภาพมากกว่าอย่างชัดเจน
องค์กรของเรามี เจ้าภาพรับผิดชอบ AI Governance อย่างชัดเจนหรือยัง
เรามี control สำหรับ agentic AI ที่มากพอ ไม่ใช่แค่สำหรับ generative AI แบบเดิมหรือไม่
ความเสี่ยงด้าน privacy, cybersecurity, inaccuracy และ incident response ถูกบริหารเชิงรุกแล้วหรือยัง
และที่สำคัญ เรามอง AI Trust เป็นเพียงเรื่อง compliance หรือมองเป็น โครงสร้างพื้นฐานของการสร้างมูลค่าจาก AI
สาระสำคัญของรายงานนี้คือ เมื่อองค์กรกำลังก้าวจากการใช้ Gen AI ไปสู่ Agentic AI ซึ่งสามารถแนะนำ ตัดสินใจ เรียกใช้เครื่องมือ และลงมือทำในระบบงานจริงได้ ความเสี่ยงก็เปลี่ยนจาก “AI พูดผิด” ไปสู่ “AI ทำผิด” อย่างมีนัยสำคัญ ในบริบทเช่นนี้ AI Governance จึงไม่ใช่งานด้านกำกับดูแลที่ทำภายหลัง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการนำ AI ไปใช้ให้เกิดผลจริงอย่างปลอดภัยและยั่งยืน เพราะรายงานพบว่า แม้ maturity โดยรวมดีขึ้น แต่ strategy, governance และ agentic AI controls ยังเป็นมิติที่อ่อนที่สุด และมีเพียงประมาณ 30% ขององค์กรเท่านั้นที่มีความพร้อมระดับสูงในด้านเหล่านี้
องค์กรต้องทำ AI Governance เพราะรายงานยืนยันชัดว่า ความเชื่อมั่นต่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง compliance แต่เป็นเงื่อนไขของ การสร้างมูลค่าจาก AI ในระดับธุรกิจจริง องค์กรที่ลงทุนด้าน Responsible AI มากกว่า มี maturity สูงกว่า และมีโอกาสเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน หากขาด governance ที่ชัดเจน องค์กรจะเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้านพร้อมกัน คือ
หนึ่ง ขยาย AI ไม่ได้เต็มศักยภาพ เพราะความกังวลด้าน security และ risk เป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งต่อการ scale agentic AI
สอง ควบคุมความเสี่ยงไม่ทัน เพราะความเสี่ยงด้าน inaccuracy และ cybersecurity ยังเป็นความเสี่ยงหลัก และการลดความเสี่ยงเชิงรุกยังตามหลังการรับรู้ความเสี่ยงแทบทุกหมวด
สาม ตอบสนองต่อ incident ได้ไม่ดีพอ แม้จำนวน incident จะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ความเชื่อมั่นในความสามารถในการรับมือกลับลดลง
และสี่ สูญเสียความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งลูกค้า พนักงาน นักลงทุน และ regulator
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง AI Governance คือคำตอบเชิงโครงสร้างต่อคำถามเดียวกันที่เกิดขึ้นทั้งในเวทีโลกและในภาคธุรกิจจริง นั่นคือ เมื่อ AI มีอำนาจมากขึ้น ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ใครกำหนดขอบเขต ใครตรวจสอบ และใครหยุดระบบได้เมื่อเกิดความผิดพลาด
จากรายงาน McKinsey คำตอบไม่ได้อยู่ที่การออกนโยบายสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง ระบบกำกับดูแลที่ทำงานได้จริง ผ่านองค์ประกอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
1. เริ่มจากการประเมินสถานะปัจจุบันขององค์กร
องค์กรควรทำ benchmark ความพร้อมของตนเองอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านโครงสร้างองค์กร นโยบาย กลไกควบคุม และการปฏิบัติจริง เพื่อมองเห็นช่องว่างระหว่าง “ความทะเยอทะยานในการใช้ AI” กับ “ความพร้อมด้าน trust และ governance” ของตน
2. กำหนดความรับผิดชอบให้ชัดเจน
รายงานพบว่าองค์กรที่มีเจ้าภาพด้าน Responsible AI ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นบทบาทเฉพาะด้าน AI governance ทีม audit หรือ ethics function มี maturity สูงกว่าองค์กรที่ไม่มีเจ้าภาพอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น AI Governance ต้องมี owner ที่ชัด, decision rights ที่ชัด, escalation path ที่ชัด ไม่ใช่กระจายความรับผิดชอบจนไม่มีใครรับผิดชอบจริง
3. เชื่อม governance เข้ากับ risk, data และ technology controls
AI Governance ที่ดีต้องไม่แยกจาก data governance, cybersecurity และ model risk management แต่ต้องทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในยุค agentic AI ที่ระบบสามารถเรียกใช้เครื่องมือหรือดำเนินการใน workflow สำคัญได้จริง องค์กรจึงต้องมี control ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูล การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล การกำกับสิทธิ์ของระบบ การทดสอบความถูกต้อง การติดตามการตัดสินใจ ไปจนถึงการหยุดหรือย้อนกลับการทำงานเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ
4. ลดการพึ่งพากระบวนการ manual และเปลี่ยน governance ให้เป็น digital-first
McKinsey ชี้ว่าหลายองค์กรยังใช้วิธี manual ในการทำ compliance และ AI controls ซึ่งทำให้ต้นทุนสูง ซ้ำซ้อน และไม่ทันต่อความเร็วของ AI องค์กรจึงควร digitalize controls ให้มากขึ้น เช่น การตรวจจับ PII อัตโนมัติ การตรวจสอบข้อยกเว้น การทำ audit trail การติดตาม model behavior และ continuous monitoring เพื่อให้ governance มีประสิทธิภาพและ scale ได้จริง
5. ลงทุนเรื่องความรู้ ทักษะ และ change management
อุปสรรคใหญ่ที่สุดของ Responsible AI ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ช่องว่างด้านความรู้และการฝึกอบรม ซึ่งเกือบ 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าเป็นปัญหาหลัก นั่นแปลว่า AI Governance จะเกิดขึ้นไม่ได้หากผู้บริหาร ทีมงาน risk, legal, IT, data และ business ยังไม่เข้าใจบทบาทของตนเองอย่างเพียงพอ
ประโยชน์ของ AI Governance ตามรายงานนี้มีอย่างน้อย 4 ด้าน และทุกด้านเชื่อมตรงกับผลสำรวจ
หนึ่ง สร้างมูลค่าจาก AI ได้มากขึ้น
รายงานพบชัดว่า องค์กรที่ลงทุนด้าน Responsible AI สูงกว่า มีทั้ง maturity สูงกว่าและมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีกว่า ดังนั้น AI Governance ไม่ใช่ “ต้นทุนป้องกันความเสี่ยง” อย่างเดียว แต่เป็น ตัวเร่งให้ AI scale ได้จริงและสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น
สอง ขยายการใช้ AI ได้เร็วขึ้นและมั่นใจขึ้น
เมื่อความกังวลด้าน security และ risk เป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งต่อ agentic AI องค์กรที่มี governance ชัดจะสามารถขยับจาก pilot ไปสู่ deployment ในงานสำคัญได้เร็วกว่า เพราะมี guardrails รองรับอยู่แล้ว
สาม ลดโอกาสเกิด incident และลดผลกระทบเมื่อ incident เกิดขึ้น
AI Governance ที่ดีช่วยให้องค์กรไม่เพียงลดโอกาสเกิดความผิดพลาด แต่ยังตอบสนองได้ดีกว่าเมื่อเกิดเหตุจริง ผ่านการมี accountability, monitoring, escalation และ control mechanisms ที่พร้อมใช้
สี่ สร้าง trust จากลูกค้า ผู้ถือหุ้น regulator และสังคม
รายงานย้ำว่าผลลัพธ์เชิงบวกจาก AI Trust ไม่ได้มีแค่ด้าน operational efficiency แต่รวมถึง customer trust และความสามารถในการเป็นองค์กรที่ scale AI ได้โดยไม่ทำลายความเชื่อมั่นของตลาด นี่คือข้อได้เปรียบระยะยาวในยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ
หากสรุปให้ชัดที่สุด รายงานนี้กำลังบอกผู้บริหารว่า
AI Governance ไม่ใช่เบรกของนวัตกรรม แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้นวัตกรรมไปได้ไกลกว่าเดิม
องค์กรที่ยังมอง governance เป็นเพียง compliance จะใช้ AI ได้แบบระวังตัวและติดข้อจำกัดตลอดเวลา แต่องค์กรที่สร้าง AI Governance ให้เป็นขีดความสามารถหลักของธุรกิจ จะสามารถใช้ AI ได้เร็วกว่า มั่นใจกว่า และสร้างมูลค่าได้มากกว่า
ในยุค agentic AI คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “เรามี AI หรือยัง”
แต่คือ “เรามี AI Governance ที่ดีพอสำหรับ AI แบบใหม่หรือยัง”
เพื่อตอบโจทย์นี้ ศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center) จึงได้เตรียมเผยแพร่รายงาน “ธรรมาภิบาล AI และการประเมินธรรมาภิบาลการใช้ AI ขององค์กรในประเทศไทย” ซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อบริบทขององค์กรไทยโดยเฉพาะ ทั้งในด้านโครงสร้างการบริหาร ความพร้อมของบุคลากร การกำกับดูแลข้อมูล และข้อจำกัดในการนำ AI ไปใช้จริง
รายงานฉบับนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินตนเองได้อย่างเป็นระบบ มองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และช่องว่างสำคัญของการกำกับดูแล AI ในองค์กร พร้อมทั้งเชื่อมโยงแนวทางการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากล ISO/IEC 42001:2023 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านระบบการจัดการ AI (AI Management System) เพื่อสนับสนุนการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้บริหารและผู้นำองค์กรที่ต้องการเตรียมความพร้อมให้เท่าทันยุค AI และวางรากฐานธรรมาภิบาลที่มั่นคง
สามารถลงทะเบียนเพื่อดาวน์โหลดรายงานฉบับนี้ได้ฟรีที่ www.aigovernancecenter.org/register-ai-governance-report