รายงาน The 2026 AI Index Report ของ Stanford HAI สะท้อนภาพสำคัญมากว่า โลกไม่ได้อยู่ในช่วง “AI กำลังมา” อีกต่อไป แต่กำลังอยู่ในช่วงที่ AI ขยายตัวเร็วมากจนระบบรอบตัวตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นกรอบกำกับดูแล วิธีประเมินผล ระบบการศึกษา หรือโครงสร้างข้อมูลที่ใช้ติดตามผลกระทบของเทคโนโลยีนี้ รายงานระบุอย่างชัดเจนว่า ช่องว่างหลักของปี 2026 ไม่ใช่ช่องว่างระหว่าง “การมี AI” กับ “การไม่มี AI” แต่คือช่องว่างระหว่าง ความสามารถของ AI กับ ความพร้อมของมนุษย์และสถาบันในการบริหาร AI
ในด้านการเติบโต AI ยังคงเร่งตัวอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานชี้ว่า generative AI เข้าถึงการใช้งานในระดับประชากรถึง 53% ภายในเวลาเพียง 3 ปี ซึ่งเร็วกว่าอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ขณะที่การนำ AI ไปใช้ในองค์กรเพิ่มขึ้นเป็น 88% แล้ว นอกจากนี้ มูลค่าที่ผู้บริโภคได้รับจาก generative AI ในสหรัฐฯ ถูกประเมินไว้ที่ 172 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในต้นปี 2026 สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงคลื่นเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
ในมิติเทคโนโลยี รายงานพบว่า ศักยภาพของ AI ยังไม่ชะลอ แต่กลับเร่งขึ้น โมเดลระดับแนวหน้าหลายตัวสามารถทำคะแนนเทียบเท่าหรือเหนือมนุษย์ได้แล้วในโจทย์ระดับ PhD ด้านวิทยาศาสตร์ เหตุผลเชิงหลายมิติ และคณิตศาสตร์แข่งขัน ขณะที่ agentic AI ทำคะแนนบนงานคอมพิวเตอร์จริงดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้ยังล้มเหลวประมาณ 1 ใน 3 ของกรณีอยู่ก็ตาม รายงานยังชี้ว่า “jagged frontier” ของ AI ชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือเก่งมากในบางเรื่อง แต่ยังพลาดเรื่องที่ดูง่ายสำหรับมนุษย์ เช่น การอ่านนาฬิกาเข็มอย่างแม่นยำ
อีกประเด็นที่โดดเด่นคือ การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของ AI เข้มข้นขึ้นอย่างมาก ช่องว่างด้านประสิทธิภาพของโมเดลระหว่างสหรัฐฯ กับจีนแทบปิดลงแล้ว โดยสองประเทศผลัดกันนำในหลายช่วงของปี 2025–2026 ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังนำในด้านโมเดล frontier และการลงทุนเอกชน แต่จีนนำในปริมาณงานวิจัย การอ้างอิง สิทธิบัตร และการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ส่วนประเด็นโครงสร้างพื้นฐานก็เริ่มกลายเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ เมื่อสหรัฐฯ มี data center มากที่สุดในโลก แต่ชิป AI ชั้นนำจำนวนมากยังพึ่งพาสายการผลิตของ TSMC ในไต้หวันเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนชัดเจนว่า Responsible AI ยังตามหลังความสามารถของ AI อยู่มาก แม้ผู้พัฒนาระดับ frontier จะรายงานผลบน benchmark ด้าน capability กันอย่างกว้างขวาง แต่การรายงานผลด้าน responsible AI ยังเบาบางมาก และจำนวนเหตุการณ์ AI incidents ที่ถูกรายงานก็เพิ่มขึ้นจาก 233 กรณีในปี 2024 เป็น 362 กรณีในปี 2025 นอกจากนี้ ความโปร่งใสก็ยังเป็นปัญหา เพราะโมเดลชั้นนำจำนวนมากเปิดเผยข้อมูลด้าน training data, methodology, compute และการทดสอบอย่างจำกัด ทำให้ทั้งการตรวจสอบภายนอกและการสร้างความเชื่อมั่นทำได้ยากขึ้น
ในเชิงนโยบาย รายงานยังสะท้อนว่า AI Governance กำลังกลายเป็นเรื่องระดับชาติ มากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เริ่มประกาศยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ ขณะที่แนวคิดเรื่อง AI sovereignty หรือความสามารถในการควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล โมเดล บุคลากร และการกำกับดูแล AI ภายในเขตอำนาจของตน กลายเป็นแกนกลางใหม่ของนโยบาย AI ระดับโลก แต่ความสามารถในเรื่องนี้ยังไม่กระจายเท่ากันระหว่างภูมิภาคและประเทศต่าง ๆ
สุดท้าย รายงานชี้ให้เห็นว่า สังคมยังมีความเชื่อมั่นต่อ AI Governance แบบไม่สม่ำเสมอ ในระดับโลก 79% ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นว่าบริษัทที่ใช้ AI ควรเปิดเผยว่าตนใช้ AI และ 54% เชื่อว่ารัฐบาลของตนสามารถกำกับดูแล AI ได้อย่างรับผิดชอบ แต่ความเชื่อมั่นนี้แตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ โดยสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุด ขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศอยู่ในกลุ่มที่เชื่อมั่นสูงกว่า รวมถึงไทยที่มีผู้ตอบแบบสำรวจ 70% ระบุว่าเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะกำกับดูแล AI ได้อย่างรับผิดชอบ
ความเชื่อมโยงไปสู่ความสำคัญของการทำ AI Governance สำหรับองค์กร
หากสรุปให้ชัดที่สุด รายงานนี้กำลังบอกผู้บริหารว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสทางธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็นความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องมีระบบกำกับดูแลรองรับ เพราะเมื่อ AI ขยายตัวเร็วกว่า benchmark, policy, infrastructure และ workforce readiness ที่มีอยู่ องค์กรที่ไม่มี AI Governance ย่อมเสี่ยงที่จะ “ขยาย AI ได้เร็ว แต่ควบคุมผลกระทบไม่ทัน” ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัย ความไม่โปร่งใส ความผิดพลาดของระบบ และการสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ง่ายขึ้น
ความสำคัญของ AI Governance ยิ่งชัดขึ้นเมื่อดูข้อมูลในบท Responsible AI ของรายงาน ซึ่งพบว่าแม้องค์กรจำนวนมากเริ่มขยับด้าน responsible AI แล้ว แต่ยังมีช่องว่างอยู่มาก โดยเฉพาะในด้านการวัดผล การรายงาน และการนำไปใช้จริงในองค์กร ขณะเดียวกัน จำนวนองค์กรที่ไม่มีนโยบาย Responsible AI ลดลงจาก 24% เหลือ 11% และบทบาท AI-specific governance roles ก็เพิ่มขึ้น 17% ในปีเดียว สะท้อนว่าตลาดกำลังเริ่มตระหนักว่า AI Governance ไม่ใช่งานเสริม แต่เป็นโครงสร้างการบริหารที่จำเป็นสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ AI อย่างจริงจัง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “องค์กรควรมี AI Governance หรือไม่” แต่คือ “ควรทำอย่างไร” แนวทางที่สอดคล้องกับรายงานนี้ควรเริ่มจากการกำหนด เจ้าภาพและโครงสร้างความรับผิดชอบที่ชัดเจน ในระดับคณะกรรมการ ผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นต้องมี การจัดทำทะเบียนระบบ AI ที่องค์กรใช้อยู่ทั้งหมด ทั้งที่พัฒนาภายใน ซื้อจากภายนอก หรือฝังอยู่ใน workflow ของธุรกิจ แล้วจึงแยกประเภทความเสี่ยงของ use case แต่ละแบบ เช่น งานที่กระทบข้อมูลส่วนบุคคล งานที่มีผลต่อการตัดสินใจเชิงกฎหมายหรือการเงิน งานที่ใช้ agentic AI หรือระบบอัตโนมัติที่อาจลงมือทำบางอย่างแทนมนุษย์ได้จริง แนวทางเช่นนี้สอดคล้องโดยตรงกับข้อเท็จจริงในรายงานที่ว่า benchmark ด้านความสามารถก้าวหน้าเร็วมาก แต่ระบบประเมินและระบบกำกับดูแลยังตามไม่ทัน
จากนั้นองค์กรควรวาง นโยบายและมาตรการควบคุม ที่ครอบคลุมอย่างน้อย 6 เรื่อง คือ ข้อมูลและความเป็นส่วนตัว ความมั่นคงปลอดภัย ความเป็นธรรมและอคติ ความโปร่งใสและการอธิบายได้ การกำกับดูแลโดยมนุษย์ และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ผิดปกติ เพราะรายงานชี้ว่าความเสี่ยงที่องค์กรกังวลมากที่สุด ได้แก่ inaccuracy, cybersecurity, regulatory compliance, privacy, และ governance capability เอง อีกทั้งยังมีหลักฐานว่าในหลายกรณี การพัฒนามิติหนึ่งของ Responsible AI อาจกระทบอีกมิติหนึ่ง เช่น เพิ่มความเป็นส่วนตัวแต่ลด fairness หรือเพิ่มความปลอดภัยแต่ลดความแม่นยำ ดังนั้น AI Governance ที่ดีต้องไม่ใช่เพียง “การมีนโยบาย” แต่ต้องเป็นกระบวนการตัดสินใจที่สามารถจัดการ trade-off เหล่านี้ได้จริง
อีกแกนสำคัญหนึ่งคือ การสร้างระบบทดสอบ ติดตาม และเปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสม เพราะรายงานให้ภาพชัดมากว่า benchmark หลายตัวกำลัง saturate เร็ว ความโปร่งใสของ frontier model ลดลง และการรายงานด้าน responsible AI ยัง sparse อยู่มาก องค์กรจึงไม่ควรเชื่อเพียงผลลัพธ์จากผู้ขายหรือผู้พัฒนา แต่ควรมีการประเมินภายในและภายนอก ทั้งก่อนใช้งาน ระหว่างใช้งาน และหลังเกิด incident รวมถึงมีระบบบันทึกการตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงของโมเดลอย่างตรวจสอบได้
นอกจากนั้น การทำ AI Governance ต้องผูกกับ การพัฒนาคนและองค์กร ด้วย เพราะรายงานนี้ชี้ว่าแม้คนใช้ AI มากขึ้น แต่ระบบการศึกษาและการยกระดับทักษะยังตามไม่ทัน และในภาคองค์กรเอง อุปสรรคหลักของ responsible AI ยังมาจาก knowledge and training gaps (59%), งบประมาณ, และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ นั่นหมายความว่าองค์กรต้องไม่หยุดแค่การตั้งคณะกรรมการหรือเขียน policy แต่ต้องพัฒนา AI literacy, risk literacy และ governance literacy ให้คนในองค์กรเข้าใจตรงกันด้วย
เมื่อทำ AI Governance อย่างจริงจัง ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามข้อมูลในรายงานนี้ ประการแรก คือช่วยให้องค์กร ขยาย AI ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะมีกรอบตัดสินใจและการควบคุมความเสี่ยงรองรับ ประการที่สอง คือช่วย ลดโอกาสและผลกระทบของ AI incidents ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประการที่สาม คือช่วย เพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะในโลกที่ 79% ของคนคาดหวังการเปิดเผยว่าบริษัทใช้ AI หรือไม่ และประการที่สี่ คือมีผลเชิงธุรกิจจริง เพราะในกลุ่มองค์กรที่นำ Responsible AI ไปใช้มากขึ้น ผู้ตอบแบบสำรวจรายงานว่าช่วยปรับปรุง business outcomes, business operations, customer trust และช่วยลดจำนวน incident ได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
กล่าวอีกแบบหนึ่ง AI Governance คือสิ่งที่ทำให้การเติบโตของ AI ไม่กลายเป็นความเปราะบางขององค์กร และทำให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถแปลงเป็นความสามารถในการแข่งขันได้จริง ไม่ใช่เพียงความเร็วในการทดลองใช้
เพื่อตอบโจทย์นี้ AI Governance Center จึงได้เตรียมเผยแพร่รายงาน “ธรรมาภิบาล AI และการประเมินธรรมาภิบาลการใช้ AI ขององค์กรในประเทศไทย” ซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อบริบทขององค์กรไทยโดยเฉพาะ ทั้งในด้านโครงสร้างการบริหาร ความพร้อมของบุคลากร การกำกับดูแลข้อมูล ความเสี่ยงจากการใช้ AI และข้อจำกัดในการนำ AI ไปใช้จริงในองค์กร รายงานฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเพียงอธิบายหลักการเชิงนามธรรม แต่ตั้งใจช่วยให้องค์กรไทย ประเมินตนเองได้อย่างเป็นระบบ มองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และช่องว่างสำคัญของการกำกับดูแล AI ในระดับองค์กร พร้อมเชื่อมโยงแนวทางการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากล ISO/IEC 42001:2023 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้าน AI Management System และเป็นหนึ่งในกรอบอ้างอิงสำคัญที่ AI Index เองก็เชื่อมโยงไว้ในมิติของ trustworthy and responsible AI เช่นกัน
ในวันที่รายงานระดับโลกกำลังส่งสัญญาณตรงกันว่า AI กำลังโตเร็วกว่า benchmark, policy, talent และ governance ที่มีอยู่ การมี AI Governance ที่แข็งแรงจึงไม่ใช่เรื่องของ compliance เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ ความพร้อมในการแข่งขัน ความสามารถในการขยาย AI อย่างปลอดภัย และความเชื่อมั่นที่องค์กรจะได้รับจากลูกค้า นักลงทุน พนักงาน และสังคม ผู้บริหารและผู้นำองค์กรที่ต้องการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ สามารถลงทะเบียนเพื่อดาวน์โหลดรายงานฉบับนี้ได้ฟรีที่ www.aigovernancecenter.org/register-ai-governance-report